ประสบการณ์มืดในโรงงานนรก(Sweat Factory)

พบกับกลเม็ดและกลโกง การเอารัดเอาเปรียบแรงงานลูกจ้างทั้งคนไทยและต่างชาติทุกรูปแบบของ Sweat Factories ที่เปิดดำเนินการอยู่ในบ้านเรา พบกับการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้างที่กดขี่ บังคับแรงงงานโดยที่ภาครัฐดูแลไม่ทั่วถึง ที่นี่ ที่เดียว

Monday, September 10, 2007

กระสันอยากโกอินเตอร์กะเขาบ้าง

ในไทเปของไต้หวันนั้นปัจจุบันมีกฎหมายไม่ให้ตั้งโรงงานใหญ่ๆ ใหม่แล้ว ส่วนทีมีอยู่แล้วก็ไม่สามารถขยายได้ โรงงานผลิตพีวีแผ่น(PVC sheets)ต่างๆ นั้นต้องย้ายฐานการผลิตออกไปที่อื่นหรือประเทศอื่นหรือที่มิใช่ในเมือง ทำให้หลายโรงงานต้องปิดตัวเองลงไปและก็มีนักธุรกิจหัวใสกลุ่มหนึ่งไปขอซื้อโรงงานและเครื่องจักรเพื่อเอามาขายต่อในประเทศที่กำลังผลิตพีวีซีแผ่นแหล่านี้ เช่นบ้านเรา ฟิลิปปินส์ อินโดนิเชีย เป็นต้น ผู้ที่ผลิตพีวิซีบ้านเราก็รับซื้อมาทำสีใหม่ ตกแต่งเป็นของใหม่เพื่อ "แหกตา" ธนาคารขอกู้เงินในราคาเครื่องจักรใหม่ ผมว่าธนาคารบางแห่งต้องรู้แต่พวกผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจอนุมัติเงินกู้โดนอัดเงินเข้าไปเต็มปาก เลยทำหูหนวกตาบอด อมเงินเต็มปากพูดอุบอิบ ท้ายสุดก็ NPL เพราะพวกนักธุรกิจเหล่านี้มีเจตนาล้มบนฟูกอยู่แล้ว ที่โรงงงานที่ผมทำงานอยูก็ทำนองเดียวกัน เตรียมล้มเหมือนกัน ลองดูในอนาคตอันใกลนี้ อยากให้บอกมั้ยล่ะว่าธนาคารไหน (ปัจจุบันเจ้านักธุรกิจที่เราซื้อเครืองจักรมาย้อมแมวนั้นล้มละลายไปแล้ว)

Wednesday, June 13, 2007

ไม่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในโรงงาน

ไม่มีนโยบายเรื่องความปลอดภัยและชีวอนามัยในโรงงาน
เรื่องความปลอดภัยชีวอานามัยในโรงงานไม่ต้องพูดถึง กรรมการผู้จัดการพูดหน้าเฉยว่า “โรงงานเรายังไม่จำเป็นต้องทำเพราะยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำมากกว่า” ทั้งๆ ที่มีกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม แกคิดว่าเงินซื้อเจ้าหน้าที่มาตรวจเยี่ยมได้
อย่างไรก็ตาม วันหนี่งแกจ้างพนักงาน จป. มาคนหนึ่ง ชื่อพี่ ส. แกเคยเป็นพนักงานของที่นี่มาก่อน พี่ส. แกเคยอบรมด้านความปลอดภัยและชีวอานามัยมาก่อน แต่สิ่งที่ตลกก็คือแกจ้างด้วยเงินเดือนราคาถูกๆ ตอนนั้นพี่ ส. แกกำลังลำบาก แกต้องทนทำไปทั้งๆ ที่ไม่พอค่าน้ำมันรถด้วยซ้ำ ที่น่าทุเรศก็คือผู้จัดการแกใช้ให้พี่ส. ทำงานทุกเรื่องตั้งแต่ถือสายยางรดน้ำต้นไม้ ไปจนถึงใช้ให้เผาขยะ ผมเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ เลยบอกแกว่า “พี่จะให้ไอ้ถ่อยคนนี้ใช้งานเรื่อยเปื่อยดุจทาสไปอีกนานแค่ไหน” แกเงียบไป อีกสองอาทิตย์ต่อมาพี่ส. แกก็ลาออกไปทำงานที่อื่น ผมถอนหายใจเฮือก ก่อนแกลาออกผมมีโอกาสกินข้าวกับแก และบอกแกไปว่า “หากไอ้งัวนี่ใช้ผมทำงานแบบใช้พี่ละก้อ ได้เห็นดีแน่” ไม่กี่วันหลังจากพี่ส. ลาออก ผมก็ไม่เคยไปทำงานที่นั่นอีกเลย

สภาพโรงงาน

ลักษณะกายภาพของโรงงาน
ลักษณะของโรงงานแห่งนี้เป็นโรงเรือนที่สร้างแบบหยาบๆ ด้วยวัสดุราคาถูก การก่อสร้างไม่มีแบบแปลนอะไร เป็นแบบสถาปนึก คิดอะไรได้ก็ต่อเติมไปเรื่อยเปื่อย เรียกได้ว่าทำแบบมั่วๆ ผมเคยขับรถไปกับผู้จัดการโรงงานซึ่งเป็นวิศวกรอายุหนุ่มสามสิบกว่าๆ เพื่อไปซื้อเหล็กเก่าๆ จากคนขายของเก่ารายหนึ่งเพื่อเอามาทำโรงงานหลังใหม่ ที่น่าตลกก็คือแกซื้อเหล็กสั้นๆ มาเชื่อมต่อกันเพื่อทำคานโรงงาน เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องพูดถึง โรงงานแห่งนี้ไม่เน้นเรื่องความปลอดภัยของคนงานในโรงงานอยู่แล้วบริเวณโดยรอบโรงงานมีวัสดุต่างๆ กองไว้มากมาย ฝุ่นคละคลุ้งจากการโม่พลาสติกในรูปแบบต่างๆ ไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหา แม้จะถูกชาวบ้านข้างเคียงร้องเรียนบ่อยครั้งก็ตาม

Wednesday, May 9, 2007

อยากโกอินเตอร์ แต่นิสัยไม่ให้

ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษผู้จัดการ ว่ากันว่าแกอยากจะพูดภาษาอังกฤษได้ ผมดูสภาพแล้ว ก็อ่านเกมได้ว่าชาติหน้าตอนบ่ายๆ แกอาจพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจจะมาจากเหตุสองสถาน ประการแรก แกเป็นผู้จัดการที่ยังไม่รู้เลยว่าตำแหน่งผู้จัดการมีไว้ทำไม แกจะทำทุกเรื่อง ตั้งแต่ซื้อของเองไปถึงรายละเอียดต่างๆ เช่นการแต่งกายของลูกจ้าง ไปจนถึงเรื่องส่วนตัวของลูกจ้าง พูดง่ายๆ คือไม่เคยไว้ใจใครแม้กระทั่งรองกรรมการผู้จัดการ แกจะดูรายละเอียดเองทุกเรื่อง ภาษาของนักธุรกิจรุ่นใหม่ก็บอกว่า "บริหารไม่เป็น" นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแกไม่มีเวลาเลยเพราะบริหารแม้กระทั่งเวลายังไม่เป็นนั่นเอง

ประการที่สองแกไม่คุ้นกับโครงสร้างการบริหารของธุรกิจยุคใหม่ เพราะแกมีพื้นเพเดิมมาจากคนรับซื้อของเก่า ใครจะพูดอย่างไรแกก็ไม่ฟังเพราะแกรั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า "ของของกู กูจะทำอย่างไรก็ได้" คนอื่นคือลูกจ้าง


แกจ้างมืออาชีพคนหนึ่งมานั่งเป็นประธานกรรมการบริหาร แกเองพูดคุยกับผมด้วยถ้อยคำที่ดูถูกประธานตลอดว่าทำงานไม่เป็น เวลาเข้าประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทฯ แกโจ้เองตลอด กรรมการนอื่นก็นั่งตาปริบๆ ไม่มีใครกล้าพูด เพราะแกตั้งกรรมการมามั่วๆ ผมเองยังเป็นกรรมการบริหารกะเขาด้วย ยังนึกงงๆ ว่าที่นี่อาจเป็นคณะกรรมการบริหารบริษัทที่ห่วยแตกที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

หากแกไม่เปลี่ยนทัศนคติในการบริหารและการรับรู้จนนำไปสู่การโกอินเตอร์ อย่าว่าแต่เรียนภาษาอังกฤษเลย เรียนรู้อะไรก็คงยาก

Tuesday, May 8, 2007

ธาติแท้ของนายทุนไทย

เมื่อได้พูดคุยกับผู้จัดการซึ่งเป็นเจ้าของนานๆ เข้าก็พบว่า แกมีอุปนิสัยขี้โอ่ อยากดัง อยากรวยเร็วๆ ด้วยปูมหลังวัยเด็ก แกเล่าให้ฟังว่าแกจบการศึกษาม.ปลาย ก็เข้าสู่ธุรกิจการซื้อของเก่า แกมีทริกและแท้คติกมากมายที่ต้องการขี่ฝ่ายตรงข้ามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกดราคาทุกครั้งที่ทำได้ แกเคยมีธุรกิจทำนองนี้มาก่อน แต่ก็ต้องขึ้นศาลเพราะถูกฟ้องร้องในจังหวัดอื่น จนกระทั่งต้องย้ายมาที่ใหม่ที่นี่ สิ่งหนึ่งที่แกเป็นก็คือ แกจะใช้ความกักขละ ขู่ลูกจ้าง เราเคยเห็นแกทุบตีลูกจ้างที่เป็นชาวต่างชาติครั้งหนึ่ง โดยแกเรียกมาเข้าแถวเหมือนนักโทษในตอนเช้าวันหนึ่ง เราเห็นแล้ว ก็สมเพชเพราะคนที่ขาดการศึกษาที่ดีในวัยเด็กนั้น อาจเปลี่ยนพฤติกรรรมไปในทางก้าวร้าวได้ อย่างเช่นรายนี้

วันเริ่มทำงาน

วันแรกที่ได้รับการติดต่อจากเจ้าของโรงงานให้เข้าไปทำงาน โดยเราไม่ได้เอารถไปด้วยเพราะเจ้าของบอกว่าทุกอย่างเราไม่ต้องออก มีที่พักให้ อาหารก็จะจัดการให้ เราเองซื้ออาหารเองไม่กี่มื้อ เราเองคิดว่าโรงงานจะจัดรถส่วนตัวให้เรา เพราะระดับเราเคยทำงานบริษัทใหญ่ๆ มาแล้วในกรุงทพฯ แม้จะไม่เคยทำงานในต่างจังหวัดมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อไปถึงโรงงานด้วยรถส่วนตัวของเจ้าของ(ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ) ก็พบว่าเราคงถูกแหกตาซะแล้ว เพราะที่พักของเรานั้นเป็นห้องแถวที่สร้างหยาบๆ ด้วยวัสดุราคาถูก ยังดีที่ยังมีแอร์ให้ (ทราบภายหลังว่าแอร์เหล่านี้ไปรับซื้อมาจากร้านขายของเก่านั่นเอง) แต่เสียงครางหึ่งๆ ตลอดทั้งคืนเพราะความชราของมันนั่นเอง

เรามาถึงตอนกลางดึก เราจำเป็นต้องพัก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ตื่นขึ้นมาก็เดินมาที่ออฟฟิซ ซึ่งมีพนักงานอยู่สิบกว่าคน เราออกสำรวจตรวจตราดูด้วยรถมอร์เตอร์ไซค์ของโรงงานก็พบว่า โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตพีวีซีจากวัสดุใช้แล้ว สภาพในโรงงานสกปรก วางของระเกะระกะไปทั่ว ฝุ่นควันคละคลุ้งทั่วโรงงาน ในโรงงานร้อนระอุ คนงานต่างทำงานกันเหงื่อโชค เราเห็นแล้วถอนหายใจ "กูถูกหลอกซะแล้ว"เรามาผิดที่แล้วหรือนี่

เริ่มได้รับการติดต่อ

มีเพื่อน(ของเพื่อน) คนหนึ่งมาทาบทามให้ไปเป็นที่ปรึกษาในบริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี ตอนนั้นเราทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และหลังจากเราได้คุยกับเจ้าของโรงงาน เราก็ตกลงรับงานด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกเพราะโรงงานแห่งนี้อยู่ใกล้บ้านเรา ประกอบกับเราอยากออกไปทำงานข้างนอกที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เราตกลงค่าจ้างในราคาไม่สูงมากนัก แต่เราก็โอเคเพราะลูกๆเรียนจบกันหมดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งเพราะเจ้าของดูท่าทางพูดง่ายในตอนแรกที่เจอกัน แต่นิสัยของแกค่อนข้างขี้โม้ ซึ่งเราไม่ว่ากันอยู่แล้ว สังเกตจากลักษณะภายนอกก็เดาตามหลักจิตวิทยาพื้นฐานว่าในวัยเด็กของแกคงมีปัญหาครอบครัวเพราะแกจะขี้โอ่ พูดคุยดูจะเว่อๆ เพื่อต้องการลบปมด้อยในวัยเด็ก ประกอบกับปูมหลังทางการศึกษาของแกน้อย แต่ต้องการที่ปรึกษาที่มีความรู้สูงไปประดับบารมีด้วยเหตุผลตื้นๆ ของแกว่า "จ้างนักวิชาการมาเดินเกะกะ"ในโรงงานเพื่อความเท่ห์ของแก